ยาทามิฟลู
  [
แหล่งที่มา :
โรงพยาบาลกรุงเทพ]


ตัวยา "ทามิฟลู" พัฒนาโดยบริษัทโรช มีชื่อทางการแพทย์ว่า "โอเซลทามิเวียร์" (Oseltamivir)

 

มีคุณสมบัติเป็นยาต่อต้านเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด "เอ" และ "บี" รวมถึงสายพันธุ์ "เอช 5 เอ็น 1" ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ในคนที่แพร่ระบาดในทวีปเอเชียและยุโรปในขณะนี้ ทามิฟลูจัดเป็นยาต้านไข้หวัดใหญ่ตัวแรกของโลกที่รับประทานทางปาก เพื่อช่วยบรรเทาอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ในอดีตที่ผ่านมาส่วนมาก แพทย์มักจ่ายยาทามิฟลูแก่ญาติ หรือบุคคลที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่

การสั่งจ่ายยาทามิฟลูต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น

  • ยาตัวนี้มีลักษณะเป็นเม็ดแคปซูล ตามปกติ ต้องรับประทานพร้อมกับอาหาร หรือนมเพื่อป้องกันอาการคลื่นเหียนอยากอาเจียน
  • ยาทามิฟลูจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ต่อเมื่อผู้ป่วยรับประทานยาภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน นับตั้งแต่ที่เริ่มแสดงอาการใหม่ๆ

การใช้ยาทามิฟลูให้ได้ผลต้องกินยา 2 เม็ดต่อ 1 วัน ช่วงเช้า 1 เม็ด และเย็น 1 เม็ดติดต่อกัน 5 วัน

ในส่วนของการป้องกันการติดโรคไข้หวัดใหญ่นั้น ทางผู้ผลิตแนะนำให้ผู้บริโภคกินยาอย่างต่อเนื่องวันละ 2 เม็ดจนกว่าระยะเวลาในการแพร่ระบาดจะผ่านพ้นไป

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด ยาชนิดนี้ส่งผลกระทบข้างเคียง หรือไซด์เอฟเฟ็กต์ต่อร่างกายเช่นกัน โดยในคนที่แพ้ยามากๆ อาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายๆ อย่างต่อไปนี้ประกอบกัน ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หายใจไม่ออก ปวดศีรษะ อ่อนล้า ปวดท้อง นอนไม่หลับ ไอเจ็บคอ หรือมีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจ ข้อควรระวังที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ถ้าอาการยังไม่ทุเลา หรือแย่ไปกว่าเดิมทั้งๆ ที่ใช้งานทามิฟลูไปหลายวันแล้วต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

ไม่ควรจ่ายยาทามิฟลูแก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบโดยเด็ดขาด ล่าสุด มีคำเตือนว่าการใช้ยาทามิฟลูต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เชื้อไข้หวัดใหญ่ดื้อยาและกลายพันธุ์

ดังนั้น ทางโรงพยาบาลกรุงเทพจึงมีนโยบายในการสั่งจ่ายยาอย่างชัดเจนว่าผู้ที่จะได้รับการรักษาด้วยยา Tamiflu ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเบื้องต้น (Screening Influenza A) และต้องได้ผลบวก จึงจะได้รับการรักษาด้วยยา Tamiflu

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

http://www.fda.gov/CDER/Drug/InfoSheets/patient/oseltamivir_phosphatePIS.htm