|
มะเร็งลำไส้
[แหล่งที่มา
: คลินิกกรุงเทพอาร์ไอเอ]

1)
ต้นกำเนิดของโรค
:
มะเร็งลำไส้และมะเร็งที่ช่องทวารหนักเป็นมะเร็งขั้นอันตรายที่พัฒนามาจากเยื่อเมือก
จำนวนมากในลำไส้ เป็นมะเร็ง
ที่พบบ่อยในระบบทางเดินอาหาร
มะเร็งชนิดนี้พบมากในแถบอเมริกาตอนเหนือ, ออสเตรเลีย,
นิวซีแลนด์และอังกฤษ
พบได้น้อยในอินเดีย, โคลัมเบียและซีเนกัล
โดยจะพบในแถบอเมริกามากกว่าซีเนกัลถึง 50 เท่า
เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสามทั้งในชายและหญิง และเป็นสาเหตุ
ของการเสียชีวิตเป็นอันดับสาม ในแต่ละปีมีชาวอเมริกันกว่า 170,000
คนเป็นโรคมะเร็งลำไส้และกว่า 60,000 คน เสียชีวิต
ด้วยมะเร็งนี้
2) ปัจจัยเสี่ยง :
- อาหารที่รับประทานมีส่วนสำคัญอย่างมาก
อาหารที่มีไขมันสูงและกากใยต่ำสามารถนำไปสู่มะเร็งลำไส้ได้ ในขณะที่
อาหารที่มีเส้นใยสูงจะช่วยดูแลร่างกายให้พ้นจากมะเร็ง
- ไม่แนะนำให้สูบบุหรี่ หรือยาสูบต่างๆ
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากๆ
เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่ลำไส้หรือในช่องทวารหนัก (ข้อมูลจาก
Annals of Internal Medicine, 2005)
- พันธุกรรมก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่ง
การมีติ่งเนื้อภายในลำไส้สามารถสืบทอดได้ทางพันธุกรรม
3) การเติบโตของมะเร็ง :
มะเร็งจะเริ่มลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้
ต่อเนื่องไปยังชั้นเนื้อเยื่อต่างๆของลำไส้
ไปถึงเยื่อบุช่องท้อง แล้วต่อไปจนถึง
ต่อมน้ำเหลือง จากนั้นก็จะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆเช่นตับ, ปอด,
สมองและกระดูก
4)
ลักษณะอาการ :
- ปวดท้อง, ท้องเสีย, ท้องผูก บางครั้งอาจมีอาการทั้ง 3 อย่างสลับกัน
- เลือดออกในเนื้องอกก่อให้เกิดเลือดออกในอุจจาระ
ซึ่งหากเป็นสีแดงแสดงว่ามีเนื้องอกที่บริเวณช่องทวารหนัก
และหากเป็นสีดำ แสดงว่ามีเนื้องอกอยู่ภายในลำไส้
- บางครั้งอาจรู้สึกแน่นท้อง ปวดท้อง เป็นไข้ น้ำหนักลด ไม่อยากอาหาร
- หากมีอาการตัวเหลืองและลำไส้อุดตันควรเข้ารับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด
5)
การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ :
- การตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา,
การส่องกล้องตรวจแบบ Sigmoidoscopy
วิธีที่ดีกว่าคือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
หรือถ่ายภาพของลำไส้ด้วยเครื่อง Visual 64-Slice MSCT
- การตรวจเนื้อเยื่อ
- การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง CEA , CA 19-9 และ CA 125
การตรวจเลือดที่แฝงในอุจจาระหรือ Hemocult นั้นนิยมตรวจกันมาก
แต่ให้ผลการวิเคราะห์ที่ไม่แม่นยำ เนื่องจาก
อาจเป็นผลมาจากภาวะโลหิตจางเรื้อรัง
6)
การรักษาโรคมะเร็งลำไส้
:
- การผ่าตัด
เหมาะสำหรับก้อนเนื้อที่สามารถระบุตำแหน่งและผ่าออกได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของมะเร็ง
- การฉายรังสี ใช้ภายหลังการผ่าตัด
- การทำเคมีบำบัดเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งอีกครั้ง
- การทำรังสีบำบัดและเคมีบำบัดควบคู่กัน
7)
การติดตามผลหลังจากการรักษา
:
- การตรวจร่างกายทั่วไป
- การส่องกล้อง โดยเฉพาะการส่องกล้องตรวจลำไส้
- การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง
8) การป้องกัน :
- รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง
- เมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป
แนะนำว่าควรต้องเข้ารับการตรวจส่องกล้องที่ลำไส้ทุกๆ 3 ปี
เพื่อหาติ่งเนื้อที่อาจกลายเป็นมะเร็ง
นอกจากนี้ ควรตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งเป็นประจำ
การตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งนั้นทำได้โดยการตรวจ
Biomarker C12
แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อ
ความสุขใจของตัวคุณและครอบครัว
โรคมะเร็งตรวจพบได้
เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้
|