สารโฟเลตกับโรคหัวใจ
 

  [แหล่งที่มา :  โรงพยาบาลกรุงเทพ]

 


 

โฟเลต (folate) หรือวิตามินบี 9 เป็น วิตามินที่ละลายในนํ้า ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 เมื่อ Lucy Wills รายงานว่าสารสกัดจากยีสต์สามารถรักษาภาวะโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติกในหญิง ตั้งครรภ์ได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1941 สารนี้ได้
ถูกพบในพืชผักอีกหลายชนิด เช่น
ผักขม อัลฟาฟา จึงถูกเรียกว่า “โฟเลต” ซึ่งมาจากคำในภาษาลาตินว่า “folium” หมายถึงใบไม้ เมื่อเอ่ยถึงสารโฟเลต จึงทำให้นึกถึงใบไม้ ใบหญ้า ผักใบเขียว


โครงสร้างของกรดโฟลิกประกอบด้วย pteridine, p-aminobenzoic acid (p-ABA) และ glutamic acid
จึง มีชื่อเรียกทางเคมีอีกชื่อหนึ่งว่า pteroylglutamic acid ในสิ่งมีชีวิตพบโฟเลตได้หลายแบบ ซึ่งแตกต่างกันที่จำนวนหมู่ glutamyl และชนิดของหมู่แทนที่ซึ่งต่ออยู่กับโครงสร้าง pteridine อย่างไรก็ตามโฟเลตที่อยู่ในรูป
เตตระไฮโดรโฟเลตมีความสำคัญในทางชีวภาพ มากที่สุด เนื่องจากไนโตรเจนตำแหน่งที่ 5 และ 10 ในโครงสร้าง pteridine สามารถรับและให้หมู่ที่มีคาร์บอนหนึ่งอะตอมที่มีระดับออกซิเดชั่นต่างๆ ได้

โฟ เลตมิได้เป็นเพียงวิตามินที่มีบทบาท และความสำคัญในกระบวนดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ในปัจจุบันยังเป็นโมเลกุลที่น่าสนใจ และมีประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยทั้งในด้านโภชนาการ การ อธิบายเกิดพยาธิสภาพ ไปจนถึงการพัฒนายาต้านจุลชีพหรือยาต้านมะเร็ง และการพัฒนาระบบนำส่งเภสัชภัณฑ์รังสีและยาเพื่อการตรวจวินิจฉัยและบำบัด รักษาโรคมะเร็งimage

ความรู้ แ้ละความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับโครงสร้างและคุณสมบัติของโฟเลต
ชีวสังเคราะห์ และเมตะบอลิสซึม เอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเข้าสู่เซลล์ และ
ตัว รับของโฟเลต เมื่อนำไปประกอบกับวิทยาการอันก้าวหน้า อาทิ เทคนิคทางชีววิทยาโมเลกุล การสังเคราะห์สารแบบไฮทรูพุต จะช่วยให้การศึกษาวิจัยประสบความสำเร็จได้ในที่สุด


โฟเลตในธรรมชาติ

โฟเลตที่พบในธรรมชาติ เช่น ในเซลล์ ในอาหารจำพวกพืชใบเขียว ส้ม ตับ ถั่ว มัก เป็น pteroylpolyglutamate ซึ่งมี glutamyl 2-7 หมู่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์ติดอยู่กับส่วน pteroic acid ส่วนโฟเลตในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดได้จาก การสังเคราะห์และอยู่ในรูป pteroylmonoglutamic acid ซึ่งมี glutamyl เพียงหนึ่งหมู่

image

โฟเลตเป็นสารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ผลิตเซลล์ใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เซลล์มีการแบ่งตัวอย่าง
รวดเร็ว เช่น ในวัยเด็กอ่อนและหญิงตั้งครรภ์ กระบวนการสร้าง DNA และ RNA จำเป็นต้องใช้สารโฟเลตจำนวนมาก
นอก จากนี้โฟเลตยังช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง โฟเลตมีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคโลหิตจาง

แหล่งของสารโฟเลต

แหล่งของสารโฟเลตสำคัญ คือ อาหาร จำพวกผักใบเขียว ยีสต์ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วลิสง ส้ม มะนาว มะเขือเทศ เมล็ดทานตะวัน ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย ส่วนเนื้อสัตว์มีโฟเลตในปริมาณตํ่า

ผักใบเขียวที่มีปริมาณโฟเลตสูง

  1. imageคะน้า หนึ่งถ้วยตวงจะมีโฟเลตประมาณ 30 ไมโครกรัม

  2. กะหล่ำปลี

  3. กะหล่ำดอก มีปริมาณโฟเลตสูงกว่ากะหล่ำปลีเกือบเท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่าๆ กัน

  4. ปวยเล้ง ให้ปริมาณโฟเลตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับผักอื่นๆ ที่มีโฟเลตสูง

  5. บร็อกโคลี่ มีโฟเลตมากเท่ากับถั่วลันเตาในปริมาณที่เท่ากัน

  6. ถั่วลันเตา

  7. หน่อไม้ฝรั่ง มีปริมาณโฟเลตสูงรองจากผักปวยเล้ง

ประโยชน์ต่อร่างกาย

  1. ช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาล และกรดอะมิโนผ่านทางขบวนการระดับเซลล์

  2. ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง โดยที่จะไปช่วยไขกระดูกให้ผลิตเม็ดเลือดแดง

  3. เป็น ตัวการสำคัญในการสร้างกรดนิวคลิอิก ซึ่งจำเป็นสำหรับขั้นตอนในการเจริญเติบโตของร่างกาย และสร้างเซลล์ทั้งหลายให้กับร่างกายอย่างถูกต้อง และเหมาะสม

  4. สร้างภูมิต้านทานโรคในต่อมไธมัสให้แก่ทารกแรกเกิด และเด็กเล็ก

  5. ควบคุมการทำงานของสมองและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพที่ดีของสมอง

  6. กระตุ้นการผลิตกรดไฮโดรคลอริกซึ่งช่วยในการป้องกันเชื้อก่อโรคในลำไส้และป้องกันอาหารเป็นพิษ

  7. ช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ของตับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  8. ทำหน้าที่คล้ายน้ำย่อยทำงานร่วมกับวิตามินบี 12 และวิตามินซี เผาผลาญโปรตีน และใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

  9. กระตุ้นถุงน้ำดีให้บีบตัวแรงขึ้น เพิ่มพลังผลิตน้ำดี ทำให้การย่อยไขมัน และการดูดซึมไขมันดีขึ้น
    โดยเฉพาะกรดไขมันที่จำเป็นและวิตามินเอ ดี อี เค

  10. ทำให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้น

image

ความสำคัญของโฟเลต

  1. imageสารโฟเลตนี้มีความสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรมในเซลล์ และการแบ่งตัวของเซลล์ การขาดสารโฟเลตมีผลให้เม็ดเลือดแดงผิดปกติ เกิดเป็นโรคโลหิตจาง

  2. หากขาดในหญิงตั้งครรภ์จะทำให้การเจริญของหลอดประสาทในทารกไม่สมบูรณ์

  3. การขาดสารโฟเลตจะทำให้มีปริมาณสารโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูงมากกว่าปกติ และ จะพบภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนเลือดสูงมากขึ้น ถ้ามีการขาดวิตามินบี 6 และบี 12 ร่วมด้วย ซึ่งภาวะนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ความต้องการโฟเลตในแต่ละวัน

  1. ร่างกายต้องการสารโฟเลตวันละ 400 ไมโครกรัม ซึ่งสามารถรับประทานได้เพียงพอ ในอาหารประจำวันหากกินหลากหลายครบหมู่

  2. ในธรรมชาติโฟเลตถูกสร้างขึ้นโดยพืช และจุลินทรีย์ มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์โฟเลตได้เอง จึงต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร

  3. ความต้องการโฟเลตของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอายุและสภาวะของร่างกาย เช่น ขณะตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือได้รับยาบางชนิด เช่น ยาต้านมะเร็ง ยากันชัก ยาต้านมาลาเรีย หรือยาปฏิชีวนะ
    บางชนิด ร่างกายจะมีความต้องการโฟเลตเพิ่มขึ้น

  4. ความผิดปกติในการดูดซึมและโรคพิษสุราเรื้อรังเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดโฟเลตได้

สารโฟเลตรักษา และป้องกันโรคหัวใจimage

  1. ใน ปัจจุบันมีการศึกษาเป็นที่ยืนยันแล้วว่า ภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูงมีความสัมพันธ์เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และ
    การให้สารโฟเลต ร่วมกับวิตามินบี 6 และ บี 12 จะช่วยลดภาวะที่มี
    สารโฮโมซิสเทอีนเลือดสูงได้

  2. การให้สารโฟเลตร่วมกับการให้วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 สามารถลด
    ระดับของสารโฮโมซิสเทอีนในเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ
    การให้
    สารโฟเลตปริมาณ 1 กรัมต่อวัน ไม่พบผลข้างเคียงใดๆ

  3. แม้ว่ายังไม่มีการแนะนำอย่างเป็นทางการในการให้ใช้สารโฟเลตในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
    แต่จากการที่
    สารโฟเลตสกัดในรูปเม็ดยานั้นเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย และราคามีราคาถูก รวมถึงยังไม่พบผลข้างเคียงในการรักษาใดๆ แพทย์ทั่วไปจึงนิยมใช้ในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบร่วมด้วย

  4. โฟเลตสามารถช่วยป้องกันหัวใจได้หลายวิธี ประการแรก โฟเลตสามารถช่วยลดสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคหัวใจ และอันตรายจากโคเลสเตอรอล และโฮโมซิสเทอีน ซึ่งทั้งสองชนิดสามารถทำลายหลอดเลือดหัวใจได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดการปวดหน้าอก และลดอัตราการตายลง

การเสริมโฟเลตในอาหาร

เนื่อง จากร่างกายของคนเราไม่สามารถสังเคราะห์โฟเลตได้เอง อาหารจึงเป็นแหล่งที่สำคัญของวิตามินชนิดนี้ แต่ละชนิดมักมีโฟเลตในปริมาณตํ่า การป้องกันการขาดโฟเลตจึงอาจทำได้โดยการบริโภคอาหารที่มีโฟเลตสูง การรับประทานวิตามินเสริมรวมถึงการเติมกรดโฟลิกในอาหารที่รับประทานในชีวิต ประจำวัน

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1998 สำนักงานอาหาร และยาของสหรัฐอเมริกาประกาศบังคับให้ผู้ผลิตอาหารเติม
กรด โฟลิกลงในผลิตภัณฑ์อาหารจำพวกแป้ง ธัญพืช และเมล็ดพืชทุกชนิด 0.43-1.4 มิลลิกรัมต่อผลิตภัณฑ์หนักหนึ่งปอนด์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันทารกมีความผิดปกติของ หลอดประสาท
กลยุทธ์ นี้นับว่ามีประสิทธิภาพมากเนื่องจากกรดโฟลิกที่ใช้เติมลงในผลิตภัณฑ์อาหารมี ความคงตัวดี ราคาถูก อีกทั้งยังมีชีวปริมาณออกฤทธิ์ที่ดีกว่าโฟเลตจากธรรมชาติ เนื่องจากร่างกายดูดซึมโฟเลตที่มี glutamyl เพียงหนึ่งหมู่ได้ดีกว่า การได้รับกรดโฟลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ 100 ไมโครกรัมเทียบเท่ากับโฟเลตในธรรมชาติ 170 ไมโครกรัม
นอกจากนี้ยังไม่พบความเป็นพิษจากการได้รับกรดโฟลิกแม้ในปริมาณสูงกว่า 1 มิลลิกรัมต่อวัน

นอก จากการเติมกรดโฟลิกในผลิตภัณฑ์อาหารโดยตรงแล้ว ปัจจุบันมีความพยายามในการนำ วิธีการทางชีวภาพมาใช้เพิ่มปริมาณโฟเลตในพืชที่ใช้เป็นอาหาร วิธีนี้อาศัยเทคนิคทางชีววิทยาโมเลกุลและพันธุวิศวกรรมมาควบคุม หรือดัดแปลงเมตะบอลิสซึมของโฟเลต เพื่อให้พืชสามารถสร้างโฟเลตได้ปริมาณเพิ่มขึ้น