ภูมิใจคนไทยแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสำเร็จ
 [สยามรัฐ: 2 กรกฎาคม 2551]



เมื่อเวลา 09.00น.วันที่ 2 พ.ค. 2551 นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลย์วุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายสัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ พล.ต.ต.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการพร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัทโปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี(1999) จำกัด(มหาชน) ได้ร่วมกันแถลงข่าว ความสำเร็จของโครงการ ศึกษาและพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเข้ารับฟังและเยี่ยมชมกรรมวิธี แปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง กันจำนวนมาก ณ ที่ทำการบริษัทโปรเฟสชั่นแนลฯ

นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับเทศบาลนครสมุทรปราการ และบริษัทโปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999)จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันศึกษา การแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น โดยเครื่องจักรทุกชิ้นนั้น ผลิตในประเทศไทยทั้งสิ้น และเป็นเครื่องจักรที่มีกระบวนการผลิต ในการกำจัดขยะพลาสติก ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และระดับโลก อันเป็นการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง สามารถนำน้ำมันจากการแปรรูปขยะพลาสติก มาทดแทนน้ำมันดิบที่นำเข้ามา5,0000ล้านลิตรต่อปี ขณะนี้ได้มี ตัวแทนของประเทศรัฐเซีย และของเยอรมัน ได้ขอติดต่อเพื่อขอซื้อเครื่องจักร ดังกล่าว เพื่อเอาไปดำเนินการในประเทศของตัวเองแล้ว และ เมื่อทำการเปรียบเทียบได้จากประเทศ ที่สามารถแปรรูปขยะเป็นน้ำมันได้ คือประเทศโปรแลนด์จากการเปรียบเทียบกันนั้นพบว่า รูปร่างของเครื่องจักรของเราจะมีความสมบูรณ์และมีคุณภาพได้ดีกว่า ซึ่งของประเทศโปรแลนด์นั้นกระบวนการนำพลาสติกเข้าเครื่องจักรต้องใช้กำลังคนและผลิตน้ำมันได้เพียง 6 ตันต่อวันเท่านั้น ส่วนของเราใช้เครื่องจักรเป็นกลไกในการทำงาน และสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 10 ตันต่อวัน หรือประมาณ 6,000-8,000 ลิตรต่อวัน

โดยเตาผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกนั้น เกิดจากการทำพลาสติกให้ได้รับความร้อนประมาณ 420 องศา จากนั้นพลาสติกก็จะหลอมละลายเป็นของเหลว และเปลี่ยนสภาพเป็นแก๊ส เมื่อแก๊สถูกทำให้เย็นก็จะมี wax เกิดขึ้นจึงต้องมีการดัก wax ก่อน พร้อมกับปรับสภาพของแก๊สจากนั้นจะถูกส่งไปควบแน่นด้วยระบบหล่อเย็นจนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนแก๊สที่ไม่ถูกกลั่นตัวก็จะถูกนำไปให้ความร้อนแก่หัวเผาแก๊สเพื่อให้ความร้อนกับตัวเอง

สำหรับน้ำมันที่ได้จากการกลั่นนั้น สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องให้ความร้อนได้โดยตรง หรือนำไปเป็นน้ำมันพื้นฐานเข้าสู่กระบวนการกลั่นโดยโรงกลั่น เช่น ปตท. และบางจาก หรืออาจจะเข้าสู่โรงกลั่นที่ออกแบบเฉพาะสำหรับน้ำมันส่วนนี้ ส่วนการที่จะนำไปใช้กับเครื่องยนต์นั้นควรต้องมีการปรับสภาพของน้ำมันหรือผสมก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ โดยกระบวนการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางน้ำ อากาศ หรือกลิ่นรบกวนอันมีผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน และยังเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่จะต้องดำเนินการร่วมกันของชาวจังหวัดสมุทรปราการก็คือ การบำบัดขยะด้วยโรงงานบำบัดขยะ เนื่องจาก ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการฝังกลบและกองรวมกัน ซึ่งยังไม่ถูกสุขลักษณะ คาดว่า 3-5 ปีขยะจะล้นเมือง อันเป็นการสร้างปัญหาให้กับพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ การที่จะสร้างโรงงานเผาขยะ เพื่อให้ลดจำนวนขยะที่มีแต่ละวัน อันจะทำให้ขยะลดจำนวนลงประมาณ 5-10%ของจำนวนทั้งหมด สรุปว่าถ้าเราสามารถบำบัดขยะได้ คิดว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาขยะนั้นสามารถดำเนินการไปตามเป้าหมายในระดับหนึ่ง และยังเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวจังหวัดสมุทรปราการต่อไปอีกด้วย

ด้านนายสมชาย เลิศวิเศษธีรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทโปรเฟสชั่นแนลเวสต์ เทคโนโลยี(1999)จำกัด(มหาชน) และกรรมการผู้จัดการบริษัทโปร-ซีมีเลีย อีดับเบิ้ลยูอาร์จำกัด กล่าวว่า การสร้างเครื่องแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันนั้น เป็นการพัฒนาโดยคนไทย 100% และใช้วัสดุในประเทศทั้งหมดโดยจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับเทศบาลนครสมุทรปราการ ได้ช่วยกันผลักดันโครงการดังกล่าว และร่วมกันศึกษาและพัฒนาการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื่อเพลิง โดยได้พัฒนารูปแบบและวิธีการกำจัดขยะพลาสติกต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการแปรรูปขยะพลาสติกให้เป็นพลังงานทดแทนในรูปแบบของน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันได้นำขยะพลาสติก จากการที่นำไปฝังกลบ มาทำความสะอาด จากนั้นทำการบดพลาสติก และควบคุมความชื้น จนถึงกระบวนการแปรรูปขยะ เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถือเป็นเครื่องจักรที่ได้รับการพัฒนาเป็นเชิงพาณิชย์ และสามารถผลิตได้วันละ 10 ตันได้สำเร็จเป็นรายแรกของประเทศไทยและของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการพัฒนาโดยทีมวิศวกรและนักบริหารจัดการด้วยคนไทยทั้งสิ้น และสามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงได้วันละ4,500-8,000ลิตร/ เครื่องโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่มีราคาสูงกว่า 5-10 เท่าของราคาตลาด        โดยน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวสามารถนำไปขายให้กับโรงกลั่นน้ำมัน ภายในประเทศเป็นรูปแบบ light crude oil หรือนำไปผสมระหว่างกระบวนการผลิตโดยตรง เป็นการลดประมาณนำเข้าจากต่างประเทศ ได้อีกทางหนึ่ง โดยเครื่องจักรดังกล่าวสามารถผลิตน้ำมันได้ปีละประมาณ 1,872,000-3,120,000 ลิตร/ปี คิดเป็นมูลค่าราคาน้ำมันดิบโดยประมาณ 51-85 ล้านบาท/เครื่อง/ปี

การพัฒนาพลังงานทดแทนจากขยะพลาสติก โดยการแปรรูปเป็นน้ำมันนั้น นับว่าเป็นการสร้างมูลค่าอย่างสูง จากการให้บริการกำจัด และบำบัดขยะพลาสติกประเภทต่างๆ อีกทั้งยังสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากมีปริมาณขยะนับล้านล้านตัน ที่ฝังกลบอยู่ เป็นแหล่งวัตถุดิบ ที่มั่นคงระยะยาว รวมกับปริมาณขยะชุมชนของประเทศไทยวันละ ประมาณ 43,000ตัน โดยจะมีขยะพลาสติกเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 4,300-6,450 ตันต่อวัน จึงเป็นแหล่งวัตถุดิบที่เพิ่มเติมได้อย่างไม่มีวันหมด และเครื่องจักรดังกล่าว สามารถติดตั้งและดำเนินการได้ในทุกท้องถิ่น และน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นสามารถนำไปใช้กับ เครื่องปั่นไฟฟ้า เครื่องจักรกลหนัก เรือขนานยนต์ และเครื่องจักรทางการเกษตรได้ โดยตรง ทั้งนี้ทางบริษัทได้ทำการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร เตาเผาขยะผลิตเชื้อเพลิงไว้เรียบร้อยแล้ว รองกรรมการผู้จัดการฯกล่าว