บทความวิเคราะห์ทางการบิน
ตอนที่ 2: ผลกระทบราคาน้ำมันดิบและเทคนิคการ hedge I
[ผู้เขียน: ร.อ.วรชาติ สัตยเลขา]
อ้างอิงจาก Fuel Hedging in the Airline Industry
by Johnson, R. and Sattayalekha, W.
สวัสดีกันอีกครั้งนะครับหลังจากที่ห่างหายไปนาน สถานการณ์ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะที่กำลังฟื้นอย่างช้า ๆ จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ทดถอย ในขณะที่อุตสาหกรรมการบินในประเทศจีนกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ในขณะที่การบินในตะวันออกกลางก็กำลังโตสวนทางกับกระแสเศรษฐกิจโลก แน่นอนปัจจัยที่กดดันสภาพอุตสาหกรรมการบินในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นราคาเชื้อเพลิงซึ่งมาจากราคาน้ำมันดิบ และความต้องการในตลาดที่ลดลง โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เป็นนักธุรกิจที่ลดลง เนื่องจากบริษัทใหญ่ ๆ ทั่วโลก กำลังลดรายจ่ายกันอย่างจริงจัง และเทคโนโลยีสารสนเทศปัจจุบัน ทำให้การประชุมข้ามทวีปไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว
แต่จากการสำรวจของบริษัท Sabre Airline Solutions หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง กลับพบว่า ราคาเชื้อเพลิงไม่ใช่ปัญหาที่สายการบินกลัวมากที่สุดอีกต่อไปแล้ว อาจจะจริงว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา สายการบินกว่าสามสิบสายทั่วโลก ต้องทยอยปิดตัวไปเนื่องจากราคาเชื้อเพลิง (อ้างอิงราคาน้ำมันดิบ) ที่พุ่งขึ้นอย่างไม่มีแนวโน้มจะหยุดและราคาน้ำมันดิบขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่เกือบ $140 ต่อบาร์เรล หรือมากกว่าสองเท่าของราคาเฉลี่ยในปี 2550 ปัจจุบัน สิ่งที่สายการบินทั่วโลกกลัวมากที่สุดคือ การผันผวนของราคาเชื้อเพลิง หรือสรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ ในอดีต สายการบินกลัวราคาน้ำมันดิบที่สูง (price) แต่ปัจจุบันสายการบินกลับกลัวการผันผวนของราคาน้ำมัน (volatility of price) กราฟด้านล่างแสดงให้เห็นถึงราคาเชื้อเพลิงของโลกที่ค่อนข้างผันผวน (2001-1007)

ในอดีตราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมีผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากสองมหาอำนาจในเอเชียที่สภาพเศรษฐกิจกำลังโตแบบก้าวกระโดด (ประเทศจีนและประเทศอินเดีย) ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือการที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC) จำกัดปริมาณผลิตเพื่อใช้เป็นกลไกในการควบคุมราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ไม่ต้องการให้ต่ำจนเกินไป อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปี มานี้ พบว่าราคาน้ำมันดิบของตลาดโลก ถูกกำหนดโดยการเก็งกำไรของกลุ่ม hedge funds ในตลาดซื้อขายสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า
ตั้งแต่ยุคที่อุตสาหกรรมการบินได้เปิดแข่งขันอย่างเสรี (ในอดีตอุตสาหกรรมการบินในทุกประเทศทั่วโลกถูกควบคุมโดยรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ทั้งด้านการลงทุน เส้นทางการบิน และราคาตั๋วโดยสาร) เป็นที่รู้กันว่าผลกำไรและความอยู่รอดของสายการบินขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุน เนื่องจากลักษณะของอุตสาหกรรมการบินคือ ต้นทุนที่มหาศาลและช่วงกำไรที่ค่อนข้างแคบ รายจ่ายเชื้อเพลิงจากที่เคยเป็นรายจ่ายอันดับสามของสายการบิน ปัจจุบันได้กลายเป็นรายจ่ายอันดับหนึ่งไปแล้ว ดังนั้นเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสายการบินใดก็ตามที่สามารถควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้ ก็จะสามารถคำนวณงบประมาณและพยากรณ์รายได้ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น
จากงานวิจัยต่าง ๆ ในช่วงหลังพบว่าสายการบินที่มีผลประกอบการที่ดี คือสายการบินที่มี fuel hedge ที่ดี เพราะเป็นเทคนิคที่สามารถใช้เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคาเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว (ไม่ว่าราคาจะขึ้นอย่างแรงหรือตกอย่างแรง) ซึ่งจะเป็นการป้องกันการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายด้านเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็วและรุนแรง รวมถึงป้องกันการเหวี่ยงของกำไรของสายการบิน ตัวอย่างเช่นสายการบิน US Airways ที่ผลประกอบการขาดทุน $88 ล้านเหรียญ สหรัฐ ฯ อาจจะมีผลประกอบการกำไรกว่า $38 ล้านเหรียญ สหรัฐ ฯ ถ้าราคาเชื้อเพลิงไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าสายการบิน US Airways ลดความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิงโดยการทำ fuel hedge จะสามารถเปลี่ยนสภาพขาดทุนให้เป็นกำไรได้ หรือเปลี่ยนจากขาดทุนมากเป็นขาดทุนน้อยลงได้ แม้ว่าเทคนิค fuel hedge จะไม่สามารถทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบินต่ำลงหรือคงที่ได้เสมอไป อย่างน้อยเทคนิคนี้ก็สามารถทำให้สายการบิน คำนวณงบประมาณเชื้อเพลิงและวางแผนธุรกิจโดยมีราคาเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างแน่นอนได้ โดยความกังวลสำหรับราคาเชื้อเพลิงก็จะหมดไป หลังจากที่ผู้เขียนกล่าวถึงประโยชน์ของเทคนิคนี้มาตั้งนานแล้ว ผู้เขียนขออธิบายอีกทางเลือกหนึ่งที่สายการบินสามารถทำได้เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นก่อน ที่จะเจาะลงรายละเอียดและทำความรู้จักกับเทคนิค fuel hedge
นอกจากที่สายการบินจะ hedge หรือ อยู่เฉย ๆ รอจ่ายราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นแล้ว สายการบินยังมีอีกทางเลือกคือ ผ่านส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้โดยสาร อย่างที่หลายสายการบินใช้ค่าเชื้อเพลิงมาเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มราคาตั๋วโดยสาร อย่างไรก็ดีธรรมชาติของแข่งขันด้านราคาตั๋วโดยสารที่รุนแรงระหว่างสายการบิน ทำให้วิธีนี้มักใช้ไม่ค่อยได้ผล ตัวอย่างเช่น ถ้าการบินไทยคิดค่าเชื้อเพลิง แต่สายการบินบางกอก และ วันทูโก ไม่เล่นด้วย ก็จะทำให้ผู้โดยสารซื้อตั๋วโดยสารจากอีกสองสายการบินแทน เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้บ่อยครั้งในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ที่การลดราคาทำได้ง่ายกว่าการขึ้นราคาตั๋วโดยสาร ก่อนที่จะพูดเรื่องเทคนิค fuel hedge อย่างละเอียด มาดูตัวอย่าง fuel hedge ที่สายการบินใหญ่ใช้ก่อนดีกว่า จากตารางข้างล่าง




ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ลองสังเกตดูสัดส่วนเชื้อเพลิงที่มีการ hedge โดยลองดูสายการบิน Southwest ที่มีการ hedge เชื้อเพลิงในสัดส่วนที่สูงมาก ๆ คือเกือบจะทั้งหมด และผลประกอบการของสายการบิน Southwest ก็ดีมาตลอดและไม่เคยประสบปัญหาด้านการเงินเหมือนสายการบินใหญ่ ๆ ระดับโลกเลย แสดงว่าการ hedge เชื้อเพลิงมีผลเกือบโดยตรงต่อผลประกอบการของสายการบิน Southwest ลองดูสถานการณ์ปัจจุบัน ในขณะที่ทุกสายการบินทั่วโลกกำลัง lay off อย่างหนักเพื่อลดต้นทุน และลดเที่ยวบิน ในขณะที่มีการระงับใช้งานเครื่องบินจำนวนมาก เช่น สายการบิน United มีการ ground เครื่องบิน กว่า 100 ลำ ในขณะที่ สายการบิน Southwest ไม่มีการปลดพนักงานหรือเอาพนักงานออกเบย มีการเพิ่มเที่ยวบินอีก 4% และยังมีแผนที่จะซื้อเครื่องบินเพิ่มขึ้นอีก จากตารางที่เห็นได้จากด้านล่าง
สรุปแล้ว ทุกท่านคงอยากรู้แล้วล่ะซิครับว่า fuel hedging คืออะไร โดยนิยาม hedging คือวิธีที่ลดความเสี่ยงจากการผันผวนทางราคา (price fluctuation) โดยเป็นการป้องกันความเสี่ยงโดยประกอบด้วยการซื้อหรือขายสินค้าอย่างเดียวกัน หรือคล้ายกันในสองตลาดที่เวลาเดียวกัน โดยคาดว่าการเคลื่อนไหวในหนึ่งจะหักล้างกับการเคลื่อนไหวในอีกตลาดหนึ่งเช่น ราคาสินค้าในตลาดแรกเพิ่มขึ้น 10% จะถูกหักล้างโดยราคาสินค้าในตลาดที่สองที่ลดลง 10% ทำให้ความผันผวนของราคากลางเป็นศูนย์ คือไม่มีความเสี่ยงจากการผันผวนทางราคา
โปรดติดตามต่อตอนถัดไปนะครับ...