บทความวิเคราะห์ทางการบิน

ตอนที่ 1: วิกฤตการบินและโอกาสในสถานการณ์ปัจจุบัน

 [ผู้เขียน: ร.อ.วรชาติ]


สวัสดีกันอีกครั้งนะครับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังตกตะลึงกับปริศนาการตกของเครื่องบินแอร์บัสระหว่างทำการบินจากประเทศบราซิลไปยังประเทศฝรั่งเศส และไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่องอย่างเงียบ จนทำให้ load factor ในเที่ยวบินต่าง ๆ ลดลงอย่างน่าใจหายนะครับ สถานการณ์ปัจจุบันมีผลอย่างกว้างต่อภาคพานิชย์โดยเฉพาะยอดสั่งซื้อและอัตราการผลิตเครื่องบินขนส่งผู้โดยสารทั้งขนาดใหญ่ และขนาดอื่น ๆ ผลดีข้อหนึ่งจากสภาพการนี้คือความหนาแน่นของการจราจรทางอากาศก็จะลดลง ทำให้ภาระของหอบังคับการบินทางอากาศเบาลงพอสมควร ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่เหมาะกับการปรับปรุงระบบหอบังคับการบินทั่วประเทศใหม่ให้ทันสมัย ก่อนที่อุตสาหกรรมการบินจะกลับมาโตและเป็นผลให้เกิดสนามบินเล็ก ๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การปรับปรุงระบบหอบังคับการบินยากขึ้นไปอีก

ปัญหาความหนาแน่นทางจราจรทางอากาศเป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศที่อุตสาหกรรมการบินกำลังเติบโตหรือเติบโตแล้วต้องประสบ ประเทศสหรัฐ อเมริกา กำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อรื้อระบบหอบังคับการการบินทั่วประเทศที่หลายสนามบิน ยังคงใช้ระบบที่ถูกจัดวางตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม หรือกว่าสี่สิบปีแล้ว แน่นอนการปรับปรุงระบบขนาดใหญ่ ของสนามบินพานิชย์กว่า 500 แห่งและสนามบินเครื่องบินเล็กอีกกว่าหลายพันแห่งจะต้องเป็นงานที่ซับซ้อนและใช้เวลามากอย่างไม่ต้องสงสัย เป้าหมายหลักของการปรับปรุงระบบคือการติดตั้ง hardware ใหม่ที่ทันสมัย ให้สามารถรับ ส่ง ประมวลผลต่อการจราจรที่เพิ่มมากขึ้น และจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ระบบต้องมีความน่าเชื่อถือ ง่ายในการบริหารและรวดเร็วในการแลกเปลี่ยนหรือส่งถ่ายข้อมูล โดยระบบใหม่ควรแสดงภาพรวมของระบบการจราจรทางอากาศให้ผู้อยู่ในหอบังคับการบินเห็น และสามารถตรวจสอบจากเครื่องบินที่อยู่กลางอากาศโดยการส่งสัญญาณรับ-ตอบ นอกจากนี้ควรมีความสามารถในการเรียกข้อมูลเพิ่มเติมจากเรดาห์ได้อีก

ปัจจุบันหลายประเทศในยุโรปและเอเชีย ได้ทยอยปรับปรุงระบบหอบังคับการบินให้ทันสมัย รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและ ฟิลิปปินส์ โดยเราไม่ควรลืมว่า ระบบหอบังคับการการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิอาจจะทันสมัยทัดเทียมถ้าไม่ล้ำหน้าไปกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ภาพรวมของระบบบังคับการการบินเรายังค่อนข้างเก่าและต้องการการปรับปรุงเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะสำหรับเครื่องบินธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็ก (VLJ-Very Light Jet) การบินเหมาลำ (charter flights) หรือ air taxi คือความเป็นไปได้สำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในประเทศ ซึ่งระบบหอบังคับการการบินที่มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ ทันสมัย และปลอดภัย จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต หลายท่านคงทราบดีว่าสนามบินหลายแห่งในประเทศยังคงต้องใช้ของทหารและอีกหลายที่ที่กำลังรอการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ดังนั้นผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ได้เวลาแล้วที่เราจะผลิกวิกฤตให้กับมาเป็นโอกาส ด้วยการรื้อและปรับปรุงระบบในขณะที่เป็น หน้า low-season สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย (เพราะเป็นหน้าร้อนในประเทศของพวกเขา) เป็นช่วงที่เที่ยวบินเข้าประเทศมีน้อยลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ผลกระทบจากการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ที่ทำให้ปริมาณเที่ยวบินในและนอกประเทศลดลง นอกจากนี้ทิศทางการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาจส่งผลให้สายการบินเพิ่ม load factor ในแต่ละเที่ยวบิน โดยการลดเที่ยวบินอีกด้วย ผู้เขียนคิดว่าการรื้อและพัฒนาระบบในช่วงนี้จะเป็นเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้การลงทุนในการรื้อและพัฒนาระบบจะทำให้เกิดงานและเม็ดเงินมุ้นเวียนในระบบอีกหลายพันล้านบาทและงานใหม่ที่เกิดก็จะกระจายไปในภูมิภาคต่าง ๆ นักวิจารณ์หลายคนจะต้องสงสัยว่าแล้วรัฐบาลจะนำเงินมหาศาลขนาดนี้มาจากไหน คำตอบคงอยู่ที่ว่า การพัฒนาระบบเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินเป็นสิ่งที่ต้องทำและยังสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บางส่วนสามารถถูกส่งต่อไปให้ผู้ใช้งานสนามบิน และสายการบิน ส่วนที่เหลือสามารถทำได้โดยการกู้จากประชาชน ด้วยผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารพานิชย์ สนามบินเปรียบเสมือนหน้าต่างของจังหวัดนั้นและเป็นประตูสู่จังหวัดนั้น การออกพันธบัตร ขายประชาชน ก็เหมือนการส่งเสริมให้ประชาชนมาร่วมเป็นเจ้าของและมีผลตอบแทนที่ดีให้อีกด้วย นอกจากนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคตรวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่น่าจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้รัฐ ฯ น่าจะสามารถเก็บค่าลงทุนคืนให้ประชาชนได้ในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล

 

ตอนถัดไปผู้เขียนจะพูดเกี่ยวกับ วิกฤตราคาน้ำมันที่สูงขึ้นที่ทำให้สายการบินต้องล้มละลายมากกว่า 10 สายการบินในช่วงเวลาไม่ถึง 2 เดือนกับโอกาสที่อาจจะมาพร้อมกับวิกฤตนี้ นอกจากนี้ผู้เขียนยังจะอธิบายเทคนิค hedging ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกต้องปั่นปรวนเมื่อกลางปีที่แล้วอีกด้วย แล้วพบกันใหม่นะครับ