RUTOWSKI
PATH
ในการบินทั่วๆ
ไปไม่ว่าจะเป็นทางพานิชย์หรือทางทหาร อากาศยานมีเป้าหมายที่จะทำการบินที่ความสูงและความเร็วที่จำเพาะค่าหนึ่ง
และต้องการให้อากาศยานบินไปถึงสภาวะนั้นได้ โดยใช้เวลาและเชื้อเพลิงน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่นอากาศยานสองเครื่องวางแผนทำการบินด้วยความเร็ว
Mach 2.0 ที่ความสูง ๓๕,๐๐๐ ฟุต เครื่องแรกวิ่งขึ้นและไต่ด้วยอัตราไต่ดีที่สุดที่ความเร็วประมาณ
Mach 0.9 จนถึงความสูง ๓๕,๐๐๐ ฟุต จากนั้นเร่งความเร็วจนถึง Mach
2.0 จากการจับเวลาของนักบิน ใช้เวลาไป ๖๔๐ วินาที เครื่องที่สองวิ่งขึ้นและไต่ด้วยความเร็ว
Mach 0.9 จนถึงความสูง ๓๐,๐๐๐ ฟุต
จากนั้นบินดำลงและเร่งความเร็วจนมีความเร็วเหนือเสียง
และบินไต่ขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเร่งความเร็วจนได้ Mach 2.0 ที่ความสูง
๓๕,๐๐๐ ฟุต นักบินจับเวลาปรากฏว่าใช้เวลาไปเพียง ๒๗๒ วินาที (ดูภาพที่ ๑) ซึ่งการบินไต่ของเครื่องที่สองเรียกว่า
Rutowski Climb โดยอาศัยหลักการจัดการพลังงานของอากาศยานมาใช้ในการวางแผนการบิน
ส่งให้ที่เพดานบินและความเร็วเดียวกันจะใช้เวลาน้อยกว่าและใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าด้วย
การบินในลักษณะนี้คำนึงถึงหลักการสองส่วนใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงพลังงานรวมและกำลังขับส่วนเกินเฉพาะของอากาศยาน

ภาพที่ ๑
เส้นทางการบินทั่วไปและแบบ Rutowski Climb
พลังงานรวมของอากาศยานประเภทปีกตรึง
(Fixed Wing) เป็นผลรวมของพลังงานจลน์และพลังงานศักย์ของอากาศยาน
สำหรับอากาศยานประเภทปีกหมุน (Helicopters) จะรวมพลังงานที่เก็บสะสมอยู่ในระบบโรเตอร์
(พลังงานที่เกิดจากการหมุนของโรเตอร์) เข้าไปด้วย
เมื่อนำพลังงานรวมของอากาศยานมาหารด้วยน้ำหนักของอากาศยานจะได้ค่าๆ
หนึ่งที่เรียกว่า พลังงานรวมจำเพาะ (Specific Total Energy, Es)
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าพลังงานรวมจำเพาะคือความเร็วและความสูง
อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าความเร็วเป็นตัวแปรสำคัญของพลังงานจลน์และความสูงเป็นตัวแปรสำคัญของพลังงานศักย์ เราสามารถแสดงได้ว่า
![]()
และสามารถเขียนกราฟของพลังงานรวมจำเพาะโดยมีแกนนอนเป็นความเร็วและแกนตั้งเป็นความสูงดังภาพที่
๒

ภาพที่ ๒ กราฟของพลังงานรวมจำเพาะ (Es)
การเปลี่ยนรูปพลังงานระหว่างพลังงานศักย์
(ความสูง) และพลังงานจลน์ (ความเร็ว) ด้วยการดำ (dive) หรือพุ่ง
(zoom) จะเสียเวลาและสูญเสียพลังงานเนื่องจากแรงต้าน แต่เนื่องจากอากาศยานมีแรงต้านน้อย
และการดำหรือพุ่งใช้เวลาสั้น
การสูญเสียเวลาและพลังงานจะมีค่าเพียงเล็กน้อย ถ้าสมมติให้พลังงานรวมไม่มีการสูญเสียขณะเปลี่ยนรูป
อากาศยานจะสามารถเปลี่ยนความเร็วเป็นความสูง
และความสูงเป็นความเร็วโดยไม่เสียเวลาและเชื้อเพลิง อากาศยานสามารถเปลี่ยนความเร็วที่จุด
A (ภาพที่ ๒) เป็นความสูงที่จุด B และเปลี่ยนความสูงที่จุด
B กลับเป็นความเร็วที่จุด A ได้ทันทีและไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง
ดังนั้นแทนที่เราจะคิดถึงการไต่ไปสู่ความสูงที่ต้องการ
และการเร่งความเร็วไปสู่ความเร็วที่ต้องการเป็นสองขั้นตอนแยกจากกัน เราสามารถคิดถึงการเปลี่ยนระดับพลังงานรวมจากระดับต้นถึงระดับเป้าหมายเป็นขั้นตอนรวมกันขั้นตอนเดียว การบินจากสภาวะที่จุด C (Es =
อัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงานเรียกว่ากำลัง
อัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงานรวมจำเพาะเรียกว่ากำลังขับส่วนเกินจำเพาะ
(Specific Excess Power, Ps)
![]()
Ps แสดงขีดความสามารถในการเพิ่ม
(หรือลด) พลังงานรวม
ในสภาวะที่ Ps เป็นค่าบวก อากาศยานสามารถเพิ่มพลังงานรวมด้วยการไต่
และเร่งความเร็ว เราสามารถวัด Ps
ได้ด้วยการวัดอัตราไต่ (dh/dt) และอัตราเร่งความเร็ว
(dV/dt) ขณะบินทดสอบ นอกจากนั้นเรายังสามารถแสดงได้ว่า
![]()
ผลต่างระหว่างแรงขับ (T) และแรงต้าน (D) เรียกว่าแรงขับส่วนเกิน (excess
thrust) นี่คือสาเหตุที่ Ps เรียกว่ากำลังขับส่วนเกินจำเพาะ
เราสามารถคำนวณแรงขับและแรงต้านได้จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ร่วมกับการทดสอบภาคพื้น ดังนั้นเราสามารถคำนวณ Ps
ได้โดยไม่ต้องบินทดสอบ (แต่อาจไม่แม่นยำ ๑๐๐%)

ภาพที่ ๓ กราฟของกำลังขับส่วนเกินจำเพาะ (Ps) และ Rutowski
Path
เมื่อเรานำกราฟของพลังงานรวมจำเพาะและกราฟของกำลังขับส่วนเกินจำเพาะมาเขียนทับกัน
(ดูภาพที่ ๓) จะพบว่าที่แต่ละระดับของพลังงานรวมจำเพาะ จุดที่กำลังขับส่วนเกินจำเพาะมีค่าสูงสุดคือจุดสัมผัสระหว่างกราฟทั้งสอง ณ สภาวะดังกล่าวอากาศยานมีขีดความสามารถสูงสุดที่จะเพิ่มพลังงานรวม
ถ้าเราลากเส้นเชื่อมระหว่างจุดสัมผัสดังกล่าว
เราจะได้เส้นทางการบินที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการเพิ่มพลังงานรวมจำเพาะจากระดับเริ่มต้นจนถึงระดับเป้าหมาย เนื่องจากอากาศยานจะอยู่ในสภาวะที่มีขีดความสามารถในการเพิ่มพลังงานสูงสุดตลอดเวลาขณะที่ระดับพลังงานเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเส้นทางบินเช่นนี้เรียกว่า RUTOWSKI PATH
หลักการของ Rutowski
Path สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การวางแผนการบินเพื่อทำลายสถิติการไต่สู่ระยะสูง
และการบินสกัดกั้นด้วยความเร็วเหนือเสียง เป็นต้น
นอกจากนั้นยังใช้กันอย่างกว้างขวางในการเปรียบเทียบสมรรถนะของเครื่องบินขับไล่เพื่อตรวจสอบหาสภาวะที่เครื่องบินแบบหนึ่งจะได้เปรียบ
หรือเสียเปรียบเครื่องบินอีกแบบหนึ่ง เพื่อเป็นพื้นฐานในการกำหนดยุทธวิธีการรบระหว่างเครื่องบินทั้งสองแบบ ในด้านการบินพานิชย์หลักการของ
Rutowski สามารถนำมาใช้เพื่อคำนวณหาแผนการบินที่ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุดในการเดินทางระยะไกล